Guatemala Coffee

Guatemala เป็นประเทศที่มีขนาดพื้นที่เพียง 108,890  km2 แต่กลับติดอันดับ 2 ของแหล่งผลิตกาแฟขนาดใหญ่สุดในภูมิภาคอเมริกากลางรองจาก Honduras มีจำนวนเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายย่อยประมาณ 125,000 คน ครอบคลุมพื้นที่ปลูกเกือบ 1.70 ล้านไร่ กินส่วนแบ่งสูงถึง 40 เปอร์เซ็นต์ ของสินค้าส่งออกทางการเกษตรของประเทศในปัจจุบัน

ในช่วงกลางทศวรรษที่ 1,700 กาแฟถูกนำเข้ามาโดยคณะมิชชั่นนารีโรมันคาทอลิค และใช้เป็นเพียงไม้ประดับ จนกระทั่งในปี 1,860 อุตสาหกรรมสีย้อมผ้าธรรมชาติของกัวเตมาลาถูกแทนที่ด้วยผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการสังเคราะห์จากยุโรป จึงได้เริ่มคิดแผนการฟื้นฟูเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลสนับสนุนให้มีการปลูกกาแฟและกลายเป็นสินค้าส่งออกที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ

 “ไร่กาแฟในโซนอเมริกากลางและอเมริกาใต้ ถูกเรียกเป็นภาษาสเปนว่า “ฟินคา” (Finca)

ในปี พ.. 2503 ผู้ปลูกกาแฟในกัวเตมาลาได้ก่อตั้งสภาพของตนเองขึ้นมา เพื่อทำการวิจัยด้านการตลาดและสนับสนุนการเงินให้แก่เกษตรกรและหาผู้เชี่ยวชาญมาถ่ายทอดความรู้และเทคนิคในการเพาะปลูก ชื่อว่า Anacafe (แอนนาคาเฟ่)

Anacafe เป็นผู้จัดแบ่งโซนแหล่งปลูกกาแฟของประเทศในช่วงต้นทศวรรษ 1990 โดยอาศัยการแบ่งแยกทางปัจจัยต่างๆ เช่น กลิ่นและรสชาติ, อุณหภูมิ, สภาพอากาศ, สภาพของดิน ระดับความสูง และได้กำหนดพื้นที่เพาะปลูกอย่างเป็นทางการเป็นโซนแบบ SHG Strictly High Grown) กำหนดความสูงของพื้นที่ ไว้ที่ 1,370 – 1,900 เมตร เมล็ดกาแฟที่ผลิตได้เรียกว่า SHB (Strictly Hard Bean) ซึ่งมีลักษณะเมล็ดที่ค่อนข้างแข็ง ถือว่าเป็นกาแฟที่ดีในโลก ส่วนกาแฟคุณภาพรองลงมา จะเป็นกาแฟที่ปลูกในระดับความสูง 1,066-1,370  เมตรจากระดับน้ำทะเล เรียกว่า Semi Hard/Hard ขณะที่ระหว่าง  764-1,066 เมตรจากระดับน้ำทะเล เรียกว่า  Extra Prime/EPW

การแบ่งโซนเพาะปลูกออกเป็น 8 โซน เรียกว่า A Rainbow of Choices ประกอบด้วย

  1. Antigua Coffee แอนติกัว ค๊อฟฟี่ ดินในภูมิภาคแอนติกาอุดมไปด้วยสารอาหาร จากแร่ธาตุที่สะสมโดยภูเขาไฟ Agua และ Acatenango, ปริมาณน้ำฝนที่มาก และอุณหภูมิที่สม่ำเสมอในภูมิภาคนี้ทำให้กาแฟที่ภูมิภาคแห่งนี้มีชื่อเสียง
  2. Acatenango Valley  ย่านหุบเขาอาคาเตนังโก ด้วยระดับความสูง 2,000 ฟุตเหนือระดับน้ำทะเล ป่าทึบของภูมิภาค Acatenago และอุณหภูมิที่ต่ำและมีลมกระโชกแรงจากมหาสมุทรแปซิฟิกเมล็ดกาแฟได้รับแสงแดดที่เพียงพอ เพิ่มรสชาติให้มีเอกลักษณ์น่าลิ้มลอง
  3. Traditional Atitlan เทรดดิชั่นนัล อัตติลัน เมล็ดกาแฟของ Atitlán ได้รับด้วยสารอาหารจากดินภูเขาไฟ ทำให้กาแฟมีบอดี้เข้มข้นพร้อมกลิ่นซิตรัส เป็นสิ่งที่ทำให้เมล็ดกาแฟในภูมิภาคนี้มีความโดดเด่น
  4. Rainforest Coban เรนฟอเรส โคบาน ด้วยสภาพอากาศที่มีฝนตกชุกและหนาวเย็นตลอดทั้งปี อยู่ห่างไกลจากบริเวณภูเขาไฟที่มีแสงแดดส่องถึงอื่นๆ เมล็ดกาแฟถูกปลูกในดินที่เป็นดินเหนียวและหินปูน ภูมิภาคกึ่งเขตร้อนจะผลิตเมล็ดกาแฟที่มีบอดี้ปานกลางและมีรสเปรี้ยวน้อยกว่าและมีรสชาติที่สดใสกว่ากาแฟที่เติบโตในภูมิภาคอื่น
  5. Fraijanes Plateau ไฟรฆาเนส พลาโต ไร่กาแฟใน Fraijanes ได้รับประโยชน์จากขี้เถ้าที่ปล่อยออกมาจากภูเขาไฟ Pacaya ที่ยังปะทุอยู่ ส่งผลให้ดินอุดมด้วย โพแทสเซียมและแร่ธาตุอื่นๆ ความสูงที่ 4,500 ฟุต และฝนตกชุกทำให้ได้รสชาติที่เข้มข้น ดินที่จะแห้งอย่างรวดเร็ว ทำให้เมล็ดกาแฟได้รับแสงแดดอย่างเพียงพอ
  6. Highland Huehue ไฮแลนด์ เวเว  นิว เมล็ดกาแฟที่มีความเป็นกรดสูง มีกลิ่นหอมของผลไม้คือลักษณะของเมล็ดกาแฟจากภูมิภาคนี้ Huehuetenango เป็นพื้นที่ที่สูงและแห้งแล้งที่สุด มีระดับความสูงมากกว่า 2,000 เมตร แต่ก็ได้รับลมอุ่นจากภูเขา Tehuantepec ของเม็กซิโก จึงช่วยลดปัญหาจากการเกิดน้ำค้างแข็ง
  7. Nuevo Oriente นูโว ออเรียนเต้ เมล็ดกาแฟที่ปลูกกันทั่วไปคือ pache, catuai และ bourbon จากสภาพของพื้นที่ได้ให้ผลผลิตกาแฟมีความเป็นกรดและสมดุลพร้อมกลิ่นหอมที่ชัดเจน
  8. Volcanic San Marcos โวลคานิค ซาน มาร์คอส ภูมิภาคที่ร้อนที่สุดในกัวเตมาลาก็มีฝนตกชุกเช่นกัน ทำให้กาแฟออกดอกเร็วกว่าพื้นที่อื่น ผู้ผลิตกาแฟใช้เทคนิค “การอบแห้ง” เมล็ดกาแฟจะถูกทำให้แห้งจากแสงแดดก่อนที่จะนำไปให้ความร้อนในเครื่องอบ San Marcos ให้กาแฟที่เข้มข้นและนุ่มนวล หวานและรสที่ค้างอยู่ในคอเป็นเวลานาน

VARIETALS กาแฟที่ปลูกในกัวเตมาลาส่วนใหญ่เป็นพันธุ์ Typica และ Bourbon แต่ที่ปลูกก็มี Catuai, Caturra และ Pache

มีกลิ่นและรสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ ออกไปทาง ช็อคโกแลต, ถั่วเฮเซลนัท, และคาราเมล ให้กรดที่สดชื่นแบบ ส้ม – มะนาว และแอปเปิ้ล

ด้วยราคาที่เป็นมิตร จึงได้รับความสนใจจากโรงคั่วและร้านกาแฟพิเศษหลายแห่งทั่วโลก นำมาเป็นเมล็ดประจำร้าน

กาแฟจากกัวเตมาลามีความโดดเด่นในเรื่อง Clean Cup Coffee” ซึ่งหมายถึงความรู้สึก “สะอาดในรสชาติกาแฟ” แทบไม่มีข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นกับเมล็ดกาแฟไม่ว่าจะเป็นจากในขั้นตอนเพาะปลูก, การเก็บเกี่ยว, การแปรรูป หรือการจัดเก็บก่อนนำไปคั่ว กลายเป็นหนึ่งในองค์ประกอบที่ขาดไม่ได้ของ “กาแฟพิเศษ” หรือที่เราเรียกว่า Specialty Coffee

ค่า TDS และ PH ในน้ำต่างๆ

ค่า TDS (Total dissolved solids) คือการวัดปริมาณของแข็ง สารอนินทรีย์และอินทรีย์ทั้งหมดที่ละลายอยู่ในน้ำ ปริมาณ TDS ของน้ำใด ๆ จะแสดงเป็นมิลลิกรัม/ลิตร (มก./ลิตร) หรือในส่วนต่อล้าน (ppm) โดยการวัด TDS นี้ไม่ได้บ่งบอกว่าคุณภาพน้ำดีหรือไม่ เพียงแค่บอกปริมาณสารละลายในน้ำ

ค่า pH เป็นค่าทีแสดงความเป็นกรด-เบส โดยค่า pH จะอยู่ในช่วง 1-14 ถ้าค่า pH น้อยกว่า 7 สารชนิดนั้นก็จะมีฤทธิ์เป็นกรด เวลาบริโภคเข้าไปอาจจะทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือกัดกระเพาะได้ และถ้าค่า pH มากกว่า 7 สารชนิดนั้นก็จะมีฤทธิ์เป็นเบสจะมีรสออกเฝื่อนๆและช่วยให้สบายท้องมากกว่า แต่ถ้าค่า pH นั้นมีค่าเท่ากับ 7 แสดงว่าสารชนิดนั้นเป็นกลาง

ค่า PH และ TDS ในน้ำต่างๆ  TDS , PH

  • น้ำดื่มสิงห์ 316 , 7.15
  • Coffee Brewing (Intercof) 121 , 7.10
  • น้ำดื่ม Sprinkle 15 , 7.27
  • น้ำดื่ม Vitamin water 29 , 6.41
  • น้ำดื่มช้าง 54 , 6.64
  • น้ำดื่ม 7 Select น้ำแร่ 114 , 6.60
  • น้ำดื่ม 7-11 ฝาเขียว 14 , 6.92
  • น้ำดื่มน้ำทิพย์ 2 , 6.78
  • น้ำดื่มคริสตัล 14 , 6.48
  • น้ำดื่มเนสเล่ 164 , 6.31
  • น้ำ Ro 7 , 6.31
  • น้ำโซดา 250 , 4.58
  • น้ำกาแฟดริป 1300, 4.6

ศัพท์พื้นฐานของนักคั่วกาแฟ

แนะนำศัพท์พื้นฐานของนักคั่วกาแฟมือใหม่ที่ควรรู้ เพื่อให้เข้าใจในการคั่วกาแฟมากยิ่งขึ้น เข้าใจสิ่งที่เปลี่ยนไปก่อนและหลังการคั่วกาแฟ และสามารถใช้ศัพท์ได้อย่างถูกต้องตามหลักสากล

  1. Charge Temperature (Ct) คืออุณหภูมิที่ปล่อยกาแฟลงในหม้อคั่วกาแฟ หรือเครื่องคั่วกาแฟ
  2. Turning Point หรือ Turns Around a Point (Tp) คือจุดที่อุณหภูมิลงไปต่ำที่สุดหลังจาก Charge Temperature (Ct) โดยควรจะจดไว้ทั้งเวลา และอุณหภูมิ เช่น TP 90C ที่ 1.15 นาที
  3. Yellow Stage (Ye) คือช่วงที่เมล็ดกาแฟเริ่มเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลือง
  4. Cinnamon Stage (Ci) คือช่วงที่กาแฟเริ่มเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาลอ่อน หรือสีชินนาม่อน
  5. 1St Crack (First Crack) คือช่วงที่เกิดเสียงแตกขึ้นครั้งแรกในการคั่วกาแฟ เสียงจะค่อนข้างดังลักษณะคล้ายเสียงของป็อปคอร์น โดยควรจะจดไว้ทั้งเวลา และอุณหภูมิ เช่น 1St Crack 195C ที่ 8.00 นาที
  6. 2nd Crack (Second Crack) คือช่วงที่เกิดเสียงแตกของเมล็ดกาแฟขึ้นครั้งที่ 2 โดยเสียงจะเบาและถี่กว่า 1St Crack มักจะเกิดขึ้นหลังจาก 1St Crack ราวๆ 23C เป็นต้นไป
  7. End Time / End Temperature (ET) คือช่วงเวลาและอุณหภูมิที่ปล่อยกาแฟออกมาจากการคั่ว
  8. Cooling Time (CoolT) หรือช่วงเวลาที่กาแฟถูกทำให้เย็นลงหลังจากการปล่อยกาแฟออกมา
  9. Development Time คือ เวลาเมื่อปล่อยกาแฟออกจากหม้อคั่ว – เวลาของ 1St Crack เช่น 1St Crack ที่ 8 นาที กาแฟถูกปล่อยออกมาจากหม้อนาทีที่ 9.30 Development Time จะเท่ากับ 1.30 นาที
  10. Flame หรือไฟ หรือพลังงานความร้อน
  11. Air Flow คือลมที่ถูกใช้ในการคั่วกาแฟ โดยส่วนใหญ่จะนับเป็นเปอร์เซ็นต์ หรือตัวเลข 0-10
  12. Weight คือน้ำหนักของกาแฟ
  13. Volume คือปริมาตรของกาแฟ
  14. Density คือความหนาแน่นของกาแฟ
  15. Moisture คือความชื้นของกาแฟ
  16. Color คือสีของเมล็ดกาแฟ

สูตรต่างๆที่ควรทราบ

  1. Weight Loss หรือน้ำหนักที่หายไปหลังการคั่วกาแฟ Weight Loss = (น้ำหนักของสารกาแฟก่อนคั่ว – น้ำหนักของกาแฟที่คั่วแล้ว) หารด้วย น้ำหนักของสารกาแฟก่อนคั่ว ทั้งหมด*100 หน่วยจะเป็น %
  2. Density = น้ำหนักของกาแฟ หารด้วย ปริมาตรของกาแฟ หน่วยจะเป็น g/L
  3. Volume Change หรือขนาดของเมล็ดกาแฟที่ขยายขึ้นหลังจากการคั่วกาแฟ = (Volume ของกาแฟที่คั่วแล้ว – Volume ของสารกาแฟก่อนคั่ว) หารด้วย Volume ของกาแฟที่คั่วแล้ว ทั้งหมด *100 หน่วยจะเป็น %

Got Question? Call us 24/7

(+66) 80 569 5644

Copyright © 2023 Roasters.Store All Rights Reserved.

Select the fields to be shown. Others will be hidden. Drag and drop to rearrange the order.
  • Image
  • SKU
  • Rating
  • Price
  • Stock
  • Availability
  • Add to cart
  • Description
  • Content
  • Weight
  • Dimensions
  • Additional information
Click outside to hide the comparison bar
Compare
Add to cart